ต้องมีผู้เล่นยิงเกิน 15 ประตูอย่างน้อย 2 คน

ถึงเกมรับจะดีแค่ไหน แต่คุณจะชนะคู่แข่งได้ ก็ต้องยิงประตูได้สูงกว่าเขาเท่านั้น 
ซึ่งหน้าที่ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย หลักๆ คงต้องฝากความหวังไว้ที่แนวรุก และทีมที่มีเกมรุกไว้ใจได้เยอะที่สุด ก็จะมีโอกาสเป็นแชมป์มากกว่าใครเพื่อน
ในฤดูกาล 2016-17สิงห์บลูมี ดีเอโก้ คอสต้า เป็นดาวซัลโวประจำทีมด้วยการซัดไป 20 ประตู ขณะที่พระเอกในแผนกโจมตีอย่าง เอแด็น อาซาร์ ก็ไม่น้อยหน้า ยิงเองไปถึง 16 ลูก   ufa1688 
ซีซั่น 2017-18 และ 2018-19 ที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี คว้าแชมป์ 2 ปีติด พวกเขามี เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงได้ซีซั่นละ 21 ประตู โดย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง พัฒนาสกิลจบสกอร์เพิ่มขึ้น ด้วยการซัดได้ 18 ลูก และ 17 ลูกตามลำดับ
อันจริงๆ ฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมเรือใบสีฟ้ายังคงมีแนวรุกที่อันตราย จากการที่ สเตอร์ลิ่ง ยิงถึงหลัก 20 ลูก ส่วน อเกวโร่ ก็ซัดไป 16 ประตูก่อนเจ็บยาว แถมยังมีราชาแอสซิสต์อย่าง เควิน เดอ บรอยน์ อีกต่างหาก
เกมรุกของพวกเขาไม่ใช่ปัญหา แต่จุดอ่อนในเกมรับของพวกเขาในเกมสำคัญ คือปัจจัยหลักที่ทำให้ทีมพลาดแชมป์
ขณะที่ตำแหน่งแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 30 ปีของ หงส์แดงลิเวอร์พูล นอกจากจะมีเกมรับที่สุดยอดแล้ว อีกจุดสำคัญก็คือการมีปีกศูนย์หน้าไว้ในครอบครองถึง 2 คน ทั้ง ซาดิโอ มาเน่ (18 ประตู) และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (19 ลูก)
การมีนักเตะแนวรุกที่ฝากความหวังในการยิงประตูได้หลายๆ คน จะช่วยให้คู่แข่งรับมือได้ยากขึ้น 
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมChelseaถึงลงทุนหนักในการซื้อตัว ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ แม้จะมี คริสเตียน พูลิซิช, เมสัน เมาน์ท และ แทมมี่ อับราฮัม อยู่แล้ว
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แม้จะมี 3 ประสาน เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่พร้อมเรียงหน้าสลับกันมีชื่อบนสกอร์บอร์ด ร่วมกับมือสังหารจุดโทษคนเก่งอย่าง บรูโน่ แฟร์นันเดส…
แต่การที่เกมรุกของพวกเขายังรู้ทางได้ง่าย ทำให้ เจดอน ซานโช่ ยังคงเป็นผู้เล่นที่พวกเขาต้องปิดดีลให้สำเร็จ
สำหรับ ไอ้ปืนใหญ่ แม้จะมีทรงการเล่นที่ดีขึ้นด้วยแท็กติกของ มิเกล อาร์เตต้า แต่ถ้าจะหวังสูงถึงขั้นท้าชิงแชมป์ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องมีใครสักคน เค้นฟอร์มขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระจาก ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง บ้าง 
เพราะ 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา สตาร์ทีมชาติกาบองคือคนเดียวของทีม ที่ยิงในลีกได้ไม่น้อยกว่า 15 ประตู
 ต้องเปิดบ้านชนะ ท็อตแนมฯ และ เลสเตอร์
เราคงต้องขออภัย ที่ต้องบอกตามตรงว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และ ไก่เดือยทอง ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีความพร้อมไม่มากพอที่จะเป็นแชมป์ฤดูกาลนี้ได้ เราถึงต้องพูดถึง Stats นี้ขึ้นมา
แม้ว่า เลสเตอร์ จะเคยสร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์แบบไม่มีใครคาดคิดในฤดูกาล 2015-16 แต่หลังต่อไปก็อย่างที่เห็น ว่าพวกเขาไม่เคยดีพอแม้กระทั่งติดท็อปโฟร์ได้อีก
ขณะที่ ท็อตแนมฯ ยังคงเป็นทีมเดียวในกลุ่ม “บิ๊กซิกซ์” ที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ Premier League  
ยังไงก็ตาม ถ้าจะพูดว่า 2 ทีมนี้คือสโมสรที่ดูจะมีมาตรฐานสูงที่สุด นอกเหนือจากบรรดาทีมเต็งแชมป์ก็คงไม่ผิดนัก และนับเป็นโจทย์สำคัญที่จะชี้วัดได้ดีที่สุดสำหรับทีมที่จะเป็นแชมเปี้ยน ว่าเก่งพอจริงๆ ที่จะสามารถเอาชนะ 2 ทีมนี้ที่สนามของตัวเองได้หรือไม่
ฤดูกาล 2016-17สิงห์บลูเปิดบ้านอัด เลสเตอร์ 3-0 และเฉือนท็อตแนมฯ 2-1
ฤดูกาล 2017-18 แมนเชสเตอร์ ซิตี ถล่มทั้ง 2 ทีมได้แบบขาดลอยในการเล่นที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม โดยชนะ ท็อตแนมฯ 4-1 และยำใหญ่ เลสเตอร์ อีก 5-1
ซีซั่น 2018-19 เรือใบสีฟ้าป้องกันแชมป์ได้แบบหืดจับ แต่นั่นก็เพราะพวกเขาไม่พลาด 3 คะแนนสำคัญในการเฉือนทั้ง ไก่เดือยทอง และ เลสเตอร์ ด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งคู่ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงไม่มีใครลืมลูกยิงไกลปลิดวิญญาณของ แว็งซ็องต์ ก็องปานี ที่ทำให้แฟนหงส์ฝันสลายกันเป็นแถว ขณะที่ในฤดูกาลนั้น หงส์แดง โดนทีเด็ด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ซัดแบ่งคะแนนจนเสมอ 1-1 ที่แอนฟิลด์ นี่คือจุดแตกต่างว่าทำไม Man City ถึงคว้าแชมป์ไปครองได้ด้วยช่องว่างคะแนนเดียว
ขณะที่ฤดูกาล 2019-20 ทีมของ เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ก็ต้องเหนื่อยหนัก กว่าจะโค่นทั้ง เลสเตอร์ และ ท็อตแนมฯ ได้ที่แอนฟิลด์ โดยได้ประตูชัยจากจุดโทษช่วงท้ายเกมทั้ง 2 นัดที่เฉือนชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 ทั้ง 2 เกม
ขณะที่  Manchester City  เสียโมเมนตัมอย่างรวดเร็วจากการโดน ท็อตแนมฯ บุกเสมอ 2-2 ตั้งแต่เกมลีกนัดที่ 2 จากการที่โดนพิษ วีเออาร์ ริบประตูชัยอย่างเจ็บปวดในช่วงทดเวลาเดี้ยง

เท่าที่ดูจาก 10 มาตรฐานที่เรายกมา จะเห็นได้ว่าการเป็นแชมป์ Premier League ในช่วงหลังๆ คือสิ่งที่ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
แต่เพราะแบบนี้นี่แหละ ที่ทีมที่สามารถคว้าแชมป์ได้ ถึงคู่ควรในการเชิดชูอย่างแท้จริง
ไม่รู้ว่าแชมป์ Premier League ซีซั่น 2020-21 จะยังรักษามาตรฐานทั้ง 10 ข้อที่เราพูดถึงไว้ได้หมดหรือไม่ 
แต่ทุกคนคงต้องคาดหวังว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่แข่งขันกันสนุกแน่ๆ…  แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี ให้สัมภาษณ์ผ่าน เพรส คอนเฟอเรนซ์ ก่อนนำทีมออกสตาร์ท Premier League ฤดูกาลใหม่ ด้วยการบุกเยือน ไบรท์ตัน ในคืนวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ โดยกล่าวว่า ฮาคิม ซิเย็ค, เบน ชิลเวลล์ และ ติอาโก้ ซิลวา 3 ดาวเตะที่เพิ่งซื้อตัวเข้ามาเสริมทีม จะยังไม่พร้อมลงสนาม
"ซิเย็ค เดี้ยงจากเกมอุ่นเครื่องกับไบรท์ตัน และเขาไม่ฟิต เราหวังว่ามันจะใช้เวลาแค่ราวๆ 2 อาทิตย์ ส่วน ชิลเวลล์ ก็ไม่ฟิตเหมือนกัน แต่เขาดีขึ้นในอาทิตย์นี้"
"ซิลวา อยู่ที่ลอนดอนแล้ว แต่เขาไม่ได้ลงซ้อมเลยจนกว่าจะถึงช่วงสุดอาทิตย์ ผมจึงไม่ค่อยแน่ใจ"
"นอกเหนือต่อไปพวกเราอยู่ในสภาพดีมาก มีเพียง กิลมอร์ คนเดียวที่เจ็บยาว"
ขณะที่นักข่าวยังถาม แลมพาร์ด ต่อด้วยว่า เขาจะใช้งาน ไค ฮาแวร์ทซ์ ตัวรุกดาวรุ่งทีมชาติเยอรมนีลงเล่นในตำแหน่งไหนถึงจะดีที่สุด ซึ่งนายใหญ่เชลซีส์กล่าวว่า สตาร์วัย 21 ปีสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุก และพร้อมช่วยทีมไม่ว่าจะเล่นตำแหน่งใดก็ตาม จึงขอให้นักข่าวอย่าถามคำถามนี้กับเขา
ส่วนเรื่องประเด็นที่นักข่าวถามว่าสิงห์บลูจะเป็นทีมที่พร้อมแข่งขัน Premier League ได้หรือยัง แลมพาร์ด ตอบว่า "ผมไม่ได้สนใจในสิ่งที่ผู้คนพูด"
"เราจบฤดูกาลด้วยการมีคะแนนตามหลังแชมป์เยอะมาก และเราจะต้องลดช่องว่าง และสร้างความมั่นใจ ผมจะไม่คาดการณ์อะไรก่อนทั้งนั้น"
"ผมเข้าใจในเรื่องนั้น (สาวกอาจหวังถึงแชมป์) และผมหวังว่าแฟนเชลซีจะได้ตื่นเต้น เพราะเราคว้านักเตะระดับสูงเข้ามาหลายคน"
"แต่ผมก็รู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อคว้าแชมป์ Premier League  ซิตี้ กับ หงส์แดง ต่อสู้กันอยู่ในช่วง 2-3 ปีหลัง ผมหวังว่าเราจะพัฒนาขึ้นมา"
"เรารู้ว่ามันมีความคาดหวังอยู่ แต่เราต้องการพัฒนาทีม และไม่หวังอะไรเกินกำลังตัวเอง"
ข่าวดีก็คือ คริสเตียน พูลิซิช กับ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า 2 ดาวเตะตัวสำคัญหายเจ็บกลับมาลงซ้อมได้แล้ว และมีโอกาสสูงที่ทั้งคู่จะได้ออกสตาร์ทในคืนวันจันทร์นี้

เรื่องนี้ถูกเขียนใน บอลไทย และติดป้ายกำกับ , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *